มิตรสหายท่านหนึ่งตั้งคำถามน่าสนใจว่าทำไมในช่วงวิกฤติสงครามไทยกัมพูชา คนส่วนใหญ่เลือกที่จะฟัง ไพรวัลย์ มากกว่า ปวิน ?


ผมนึกตามดู พอจะได้คำตอบคร่าวๆว่า


1. สังคมไทยไม่ชอบอะไรที่ "ย่อยยาก" เช่น วิชาการมากเกินไป หลักการมากเกินไป ต้องใช้ความคิดจนเกินไป อินฟลูแบบไพรวัลย์จึงครองพื้นที่ได้มากกว่าหลายเท่าตัว


เป็นเรื่องปกติมากๆที่การนำเสนอรายละเอียดด้านการต่างประเทศด้วยท่าทีแบบวิชาการจะมีกลุ่มเป้าหมายวงแคบลง ด้วยเนื้อหาและความยากของการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนเป็นกำแพงสำคัญกันคนส่วนใหญ่ออกไป และยิ่งต้องใช้พลังในการติดตามด้วยแล้ว มันเหนื่อย ขี้เกียจ ฟังภาษาง่ายๆเร้าใจวัยรุ่นแบบพวกอินฟลูดีกว่า


2. สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่มีพื้นฐานคิดวิเคราะห์แยกแยะ (แบบสายสังคมศาสตร์, ปรัชญา หรือมนุษยศาสตร์ แม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานด้วย) เพราะระบบการศึกษาของเราเป็นอำนาจนิยม ไม่สอนให้คิด ชอบสอนให้จำ ทำตามที่ผู้มีอำนาจบอกแล้วจะได้รางวัลเป็นนักเรียนดีเด่น ไม่ค่อยได้ฝึกฝนกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลมีหลักการรองรับ เมื่อความยากและขบถมีบทลงโทษทางสังคม ก็เลยเอาแค่ง่ายๆ ผู้มีอำนาจชอบ แล้วได้รับรางวัลดีกว่า จึงเกิดเป็นข้อ 1.


3. สังคมไทยคือสังคม "ไม้ปักขี้เลน" ไม่มีหลักการอะไรให้ยึด ไหลไปไหลมาได้ตามกระแส เมื่อไม่มีหลักให้ยึด จึงเหลือแค่ "ความถูกใจ" และ "ไม่ถูกใจ" ติดตามกระแสด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ซึ่งอินฟลูแบบไพรวัลย์ตอบสนองข้อนี้เป็นอย่างดี ขอให้พูดถูกใจกู ผิดถูกอย่างไรไม่ใช่สาระสำคัญ ขอให้ถูกใจกูก็พอแล้ว


4. ในกรณีความขัดแย้งไทยกัมพูชา สังคมไทยถูก dominate ด้วยความคิดชาตินิยมไทยๆมาเนิ่นนาน ถูกครอบงำมาตั้งแต่เด็ก ผ่านระบบการศึกษาภาคบังคับที่บังคับให้เชื่อเรื่องชาตินิยมแบบไทยๆ ชีวิตนอกโรงเรียนก็เจอแต่คนที่มีแนวคิดชาตินิยมแบบไทยๆรายล้อมตัว ซึ่งชาตินิยมแบบไทยๆมันคือคติแบบฝ่ายขวาไทย มุ่งเน้นความสำคัญของลำดับชั้นทางสังคม ให้คุณค่าแก่อำนาจนิยมจากบนลงล่าง ให้คุณค่าแก่ความรุนแรงในนามของชาตินิยมไทย แบ่งฝ่ายธรรมะ-อธรรมด้วยความคิด "พวกกูคือธรรม-พวกมึงคืออธรรม"


5. สังคมไทยก็คล้ายๆสังคมส่วนใหญ่ในโลก มีความรู้ด้านการต่างประเทศน้อยมากเพราะถือเป็นเรื่องไกลตัว เรื่องต่างประเทศไม่อยู่ในชีวิตประจำวันจับต้องได้ อย่างดีก็สนใจแค่เพื่อนบ้านรอบๆประเทศตัวเอง (สนใจแบบว่าประเทศกูเจ๋งกว่า คนอื่นด้อยกว่า ซึ่งไม่ได้ contribute อะไรนอกจากอารมณ์เป้นที่ตั้ง) ดังนั้น การเสพข่าวสารด้านการต่างประเทศจึงมักเสพจากสื่อกระแสหลักที่นำเสนอ "ถูกใจ" และจากพวกอินฟลูที่พูด "ถูกใจ" มากที่สุด เพราะง่าย ย่อยเร็ว ไม่ต้องคิดซับซ้อน เขาป้อนข้อมูลมาให้เอาเท่าที่ถูกใจก็พอ